Cyber Pandemic มหันตภัยล้างโลกดิจิตัล

Cyber Pandemic มหันตภัยล้างโลกดิจิตัล (เมื่อโควิดได้สร้างเชื้อร้ายที่ทำให้โลกสั่นคลอน)

Cyber Pandemic เปรียบได้ดั่งโรคร้ายที่สามารถแพร่เชื้อไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับ Covid-19 Pandemic ที่ระบาดไปทั่วโลกได้ และได้เป็นตัวเร่งที่สำคัญที่จะทำให้โลกของเราเข้าสู่หายนะทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยทางการเงินของทุกคนไม่ว่าจะเป็นทั้งรัฐบาล เอกชน หรือประชาชนคนทั่วไปที่กำลังเชื่อมต่อกันและกันด้วยอินเตอร์เน็ต สร้างโลกดิจิตัลที่เป็นเครือข่ายจำนวนอนันต์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้เชื่อมต่อพวกเราทุกคนเอาไว้อย่างขาดไม่ได้ดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตมากมายและเศรษฐกิจของโลกของเราทุกคน

หลายคนคงคุ้นเคยกันดีว่าไวรัส (biological-pandemic) สามารถส่งผลอะไรกับร่างกายได้ และไวรัสนั้นไม่หยุดพัฒนาตัวเองจนทำให้เกิดโรคร้ายมากมายที่คร่าชีวิตมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัย และมันแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วจากคนสู่คน ส่วนในโลกดิจิตัลก็มีไวรัสเช่นกัน (cyber-pandemic) ความแตกต่างของมันคือไวรัสบนคอมพิวเตอร์ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่มันติดต่อผ่านเน็ตเวิร์คที่เชื่อมอุปกรณ์ต่างๆของเราเข้ากับอุปกรณ์ของรัฐบาล ธุรกิจ สื่อบันเทิง และอุปกรณ์อื่นในระบบเน็ตเวิร์ค ซึ่งในปัจจุบันเรากำลังเชื่อมต่อโลกเหล่านั้นด้วยอินเตอร์เน็ต ถ้าเปรียบเทียบกับในโลกปกติก็เหมือนกับเราเดินทางไปมาหาสู่คนนับหมื่นนับแสนทั่วโลกภายในหนึ่งวัน ถ้าคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้ในปัจจุบันคุณคงติด Covid-19 อย่างแน่นอน

และไวรัสบนคอมพิวเตอร์ (Cyber Pandemic) สามารถแพร่กระจายตัวได้ทั่วโลกภายในไม่กี่วินาที เพราะโลกทั้งใบได้เชื่อมต่อกันหมดแบบไร้พรมแดนแล้วด้วยอินเตอร์เน็ต ในฐานะที่คุณเป็นคนทั่วไป คุณยินดีที่จะให้ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลส่วนตัวต่างๆออกสู่สาธารณะมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจในอุตสาหกรรม หรือแฮคเกอร์ ต่างต้องการข้อมูลข้อคุณเพื่อนำไปใช้ประโยชน์บางอย่างอาจจะเพื่อตัวคุณเองหรืออาจจะเพื่อทำลายตัวคุณ

คุณปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อตัดขาดจากโลกดิจิตัลได้หรือไม่

เฉกเช่นเดียวกับ Covid-19 การชัทดาวน์เมืองทั้งเมืองเป็นตัวเลือกหนึ่งที่พยายามจะลดการสัมผัสจากคนสู่คน เพื่อลดความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้ แต่การรักษาชีวิตนั้นก็ต้องแลกมากับความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันมหาศาล ผู้คนไม่สามารถออกไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ กิจการต้องแบกรับภาระทางการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นจุดผลักดันให้ทั้งกิจการและผู้บริโภคก้าวเท้าเข้าสู่โลกดิจิตัลเพื่อที่พยายามจะเอาตัวรอดจากพิษเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับ Covid-19

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังฟื้นตัวจากโรคระบาดแต่ในโลกดิจิตัลนั้นกำลังมีภัยร้ายที่คลานมาอย่างรวดเร็ว การเชื่อมต่อที่มากขึ้นทำให้หนทางการแพร่ระบาดของโจรกรรมทางไซเบอร์เกิดขึ้นได้ในวงกว้างอย่างรวดเร็วมากขึ้น ข้อมูลจากNaval Dome ในปีี ค.ศ. 2020 มีการเปิดเผยว่าในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมามีการโจรกรรมออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นถึง 400 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวปัญหาหลักคือ malware (แฝงเข้าไปในอุปกรณ์คุณเพื่อสอดส่องหรือควบคุม), ransomware (เป็นการเรียกค่าไถ่ด้วยการเอาข้อมูลหรือระบบเน็ตเวิร์คเป็นตัวประกัน) และ phishing emails (เป็นการส่งอีเมล์หลอกดึงเอาข้อมูลที่สำคัญ) ซึ่งแน้วโน้มการโจรกรรมพวกนี้นั้นแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่า Covid-19 หลายเท่า

วิธีรับมือกับโรคร้ายทางดิจิตัลนี้คุณจะเลือกปิดอินเตอร์เน็ตทั้งระบบเหมือนการกักตัวอยู่บ้านหรือไม่ แน่ใจแล้วใช่ไหมว่านั้นคือทางเลือกที่ดีที่สุดของคุณ แค่ปิดอินเตอร์เน็ตและตัดขาดจากโลกภายนอกนั้นไม่ได้ทำให้คุณรอดจากการโจรกรรมอย่างแน่นอน เพราะในท้ายที่สุดใครสักคนก็จะมีข้อมูลของคุณอยู่เหมือนกับตัวคุณ พวกมิจฉาชีพไม่จำเป็นต้องเข้าถึงอุปกรณ์ของคุณเพื่อเอาข้อมูลของคุณ พวกเขาสามารถเอาจากภาครัฐบาล สถาบันทางการเงิน ธุรกิจที่คุณสมัครสมาชิก โซเชียลมีเดียต่างๆที่คุณใช้ พวกเขามีทางเลือกมากมายที่จะเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณ เพียงแค่พยายามหาว่าใครคือจุดอ่อนบนเครือข่ายในโลกดิจิตัลเพียงเท่านั้นก็สามารถขโมยข้อมูลผู้คนนับล้านได้

วัวหายล้อมคอก เมื่อ Cyber Security ถูกมองข้ามจะเกิดอะไรขึ้น

โจรขึ้นบ้านสิบครั้งไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว ณ ปัจจุบันนี้ต้องมีเสริมมาอีกว่า ไฟไหม้สิบครั้งไม่เท่ากับการถูกโจรปล้นข้อมูลหนึ่งครั้ง ในปัจจุบันจะมีกี่หน่วยงานกี่ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันการโจรกรรมทางข้อมูล มีการวางแผนในการรับมืออย่างไรเมื่อเกิดการโจรกรรมในแต่ละครั้ง มีการรับมืออย่างไรหลังจากที่ถูกโจรกรรมไปเรียบร้อยแล้ว กฏหมายยังมีการระบุให้ความรู้ด้านอัคคีภัยและมีการซ้อมหนีไฟเป็นประจำทุกปีเพื่อรับมือกับภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่จะมีกี่หน่วยงานที่มีการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันการโจรกรรมไซเบอร์ จะมีกี่หน่วยงานที่มีระบบป้องกันที่แน่นหนาเพื่อป้องกันการเจาะเข้าระบบและปกป้องข้อมูลที่สำคัญ

หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามที่จะรวบรวมข้อมูลจากประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อนำมาวิเคราะห์พัฒนาสินค้าและบริการเพื่อสร้างกำไร ในกรณีที่แย่ที่สุดคือการนำข้อมูลของเราไปขายต่อให้กับบุคคลอื่นเสียเอง ทั้งที่เรามิได้ยินยอมให้ข้อมูลเราส่งต่อไปให้ใครที่ไหนก็ได้ เพราะข้อมูลของเรานั้นสามารถสร้างมูลค่าได้ในหลากหลายธุรกิจ กำไรที่พวกเขาได้สร้างจากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้มีการมาลงทุนเพื่อปกป้องข้อมูลจากมิจฉาชีพออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ความส่วนตัวและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคกำลังอยู่ในกำมือของใครบ้างคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญด้าน  Cyber Security หรือไม่

ธุรกิจพร้อมที่จะสูญเสียเพราะคิดว่าลงทุน Cyber Security ไม่จำเป็นหรือไม่

หากมองในแง่การทำงานแล้ว การทำงานนั้นถูกบังคับให้สื่อสารทางออนไลน์มากขึ้นตั้งแต่การส่งอีเมล์ ประชุมออนไลน์ การเจรจาธุรกิจผ่านแชท การส่งข้อมูลลูกค้าออนไลน์ การส่งแผนธุรกิจ การส่งข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลสำคัญอีกมากมายในการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต คุณจะแน่ใจอย่างไรข้อมูลของคุณจะไม่รั่วไหลผ่านช่องทางใดในเน็ตเวิร์คที่เชื่อมต่อกันทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทมีความแน่นหนาเพียงใดอย่าง หรือ Wifi ที่ใช้ในองค์กรคนอื่นสามารถเจาะเข้ามาในระบบเอาข้อมูลได้หรือไม่ แม้กระทั้งข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของพนักงานของแต่ละคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายหรือไม่

ข้อมูลจาก ABC 27 News รายงานในเดือนที่ผ่านมาว่ามีการพยายามโจรกรรมในไตรมาสที่แล้วมากกว่า 1 ล้านครั้งเพื่อพยายามที่จะขโมยข้อมูลที่สำคัญจากสถาบันการเงิน องค์กรและธุรกิจต่างๆ และแน้วโน้มที่จะเจอการโจรกรรมทางไซเบอร์นั้นมีมากขึ้นทุกวัน ถึงแม้ว่าในเดือนที่ผ่านมาจะมีการรวมตัวกันกว่า 200 ทีมงานจากองค์กรต่างๆกว่า 48 ประเทศทั่วโลกเพื่อหารือสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพื่อหาทางป้องกัน Cyber Pandemic แต่คำถามสำคัญคือคนรอบข้างหรือองค์กรที่ไม่ตระหนักถึงอันตรายในโลกดิจิตัลได้เตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือยัง

บุคลากรทาง Cyber Security ที่ขาดแคลนและทีมบริหารที่ขาดความรู้

ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญหากบุคลากรด่านหน้าที่จะรับมือ Cyber Pandemic นั้นมีไม่เพียงพอหรือบางองค์กรอาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำไป ถ้าหากเป็นบริษัทขนาดเล็ก ร้านขายของชำ อาจจะไม่ต้องมีทีมงานที่ดูแลด้านนี้โดยเฉพาะแต่ก็ไม่ใช่ว่าการโจรกรรมครั้งนี้จะไม่เกิดกับธุรกิจขนาดเล็ก หรือประชาชนคนเดินดิน การที่ทุกคนมีความตระหนักรู้ถึงภัยพิบัติทางไซเบอร์ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากเช่นกัน เช่นเดียวกับการเอาตัวรอดหากเกิดอุทกภัย อัคคีภัยหรือมหันตภัยต่างๆ

แต่ถ้าองค์กรที่มีการรวบรวมข้อมูลมหาศาล องค์กรที่มีการรวบรวมข้อมูลของคนนับล้าน หรือแม้แต่รัฐบาลที่กุมข้อมูลของประชาชนทุกคนไว้ในการดูแล ความมั่นคงทางไซเบอร์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คนในหน่วยงานจะต้องมีความรู้ที่เพียงพอที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของ malware, ransomware หรือ phishing emails และมีบุคลากรที่เพียงพอต่อการรับมือปัญหาต่างๆ เช่นการเปิดเผยข้อมูลที่รั่วไหลบนเว็บไซต์ (Data Leakage Webpage) การข่มขู่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Computer Network Influence) หรือการเปิดเผยข้อมูลลับที่อาจจะส่งผลต่อทรัพย์สินและชีวิตของคนทั้งประเทศ และที่สำคัญการมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น และมูลค่ามากมายที่องค์กรจะสูญเสียหากเผชิญกับ Cyber Pandemic นับว่าเป็นภัยร้ายครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับมือกับมัน

หากใครต้องการลองรับมือกับ Cyber Pandemic สามารถไปลองเล่นเกมส์ที่จำลองสถานการณ์ได้ที่ NOVA Labs ถ้าบริษัทของคุณถูกโจมตี คุณจะรอดจากภัยพิบัติแห่งโลกดิจิตัลได้หรือไม่

การสร้างนักรบไซเบอร์ที่แท้จริงเพื่อปกป้ององค์กร

ณะสถิติประยุกต์ ได้เห็นถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและประยุกต์ใช้ข้อมูลอย่างหลากหลาย แต่กลับลืมหัวใจสำคัญของการปกป้องการดำเนินธุรกิจที่ข้อมูลเป็นมูลค่ามหาศาล หลักสูตรสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยงความมั่นคงทางไซเบอร์ จึงเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นสร้างความรู้ ความเข้าใจในการสร้างระบบ Cyber Security รวมถึงการวางแผนจัดการบริการกลยุทธเพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การเก็บข้อมูลบนคลาวด์อย่างไรให้ปลอดภัย การวางโครงสร้างเซิฟเวอร์ภายในองค์กรและภายนอกองค์กร หรือแม้กระทั้งการวางแผนกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรในการเข้าถึงข้อมูลส่วนต่างๆ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่ เว็บไซต์คณะสถิติประยุกต์ หรือคอยติดตามข่าวสารข้อสาขาได้ที่ Facebook @CyberNIDA  

 

 

เขียนโดย:

นายคเณศ ประกอบแก้ว
นักศึกษาปริญญาโท ภาคพิเศษ หลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
สาขาวิทยาการข้อมูล (Data Science : DS)

เปิดรับสมัครปริญญาโท ภาคพิเศษ

บัดนี้ - 25 กันยายน 2564
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn