Cryptourism แผนเพื่อการท่องเที่ยวที่ก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีเปิดรับสกุลเงินดิจิตัลได้

เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ Bitkub (แพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญคริปโตของประเทศไทย) ได้มีการถกประเด็นเรื่องฟื้นฟูธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในอนาคตหลังจากผ่านวิกฤตการโรคระบาดไปแล้ว ซึ่งได้นำเสนอการนำเหรียญคริปโตหรือสกุลเงินดิจิตัลมาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในไทยได้ เพื่อหวังจะขยายฐานนักท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มที่ถือเหรียญคริปโตเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย

อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้นยังมีแผนที่จะสร้างสกุลเงินดิจิตัลของกระทรวงเอง เพื่อหวังสร้างระบบนิเวศน์ของการท่องเที่ยวในไทยไปสู่ความยั่งยืนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ และโอกาสใหม่ในการขยายตัวของพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ที่การท่องเที่ยวนั้นเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย

ในมุมมองของด้านธุรกิจนั้นสามารถสร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อยกับการนำเสนอแผน Cryptourism (Cryptocurrency + Tourism) และถ้าหากดำเนินการแผนนี้ได้สำเร็จอย่างลุล่วงและรวดเร็วก็จะสามารถเป็นอีกหนึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับการท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ แต่ถ้ามองในมุมมองทางด้านการพัฒนาทรัพยากรและบุคลากรด้านเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาในฝั่งธุรกิจโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว กิจการร้านอาหารต่างๆ รวมถึงธุรกิจการเงินนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Cryptocurrency อย่างมากเพื่อพัฒนาให้โครงการนี้สำเร็จ

Cryptocurrency กับความเกี่ยวโยงด้าน Blockchain

หากใครที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารด้าน Cryptocurrency สกุลเงินดิจิตัลนั้นก็แทบจะไม่คุ้นชินหรือมีความรู้ความเข้าใจกับเงินดิจิตัลเลย ซึ่งเงินดิจิตัลนั้นก็จะมีหลายสกุลเหมือนกับเงินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างเงินบาท เงินดอลลาร์ เงินเยน ที่เป็นสกุลเงินประจำแต่ละประเทศเป็นต้น แต่ปัญหาของสกุลเงินในแบบเดิมนั้นค่อนข้างมีข้อจำกัดในเรื่องการซื้อขายออนไลน์ที่ต้องซื้อผ่านกันข้ามประเทศและคนละเงินสกุล ขั้นตอนตรวจสอบจากสถาบันการเงินสู่สถาบันการเงินนั้นทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนล่าช้า จึงทำให้สกุลเงินดิจิตัลนี้เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาในส่วนนี้

Cryptocurrency จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีพื้นฐานเทคโนโลยีของ Blockchain  ซึ่งทำให้เหรียญคริปโตนั้นแตกต่างจากการแลกเปลี่ยนเงินออนไลน์ที่ประเทศไทยใช้ในปัจจุบันอย่าง True Wallet, Alipay, PayPal และอื่นๆ เพราะเทคโนโลยีของ Blockchain นั้นไม่มีคนการที่มาคอยดูแลการแลกเปลี่ยนซื้อขายของผู้บริโภคอย่างวอลเล็ทออนไลน์ที่มีเอกชนเป็นคนดูแลและบริการเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินออนไลน์ และอาจจะมีค่าบริการในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศในบางราย ยังไม่นับถึงปัญหาของอื่นๆที่ผู้ใช้มักจะเจออย่างการแฮกเข้าระบบบริษัทเพื่อดึงเงินผู้ใช้งาน ระบบล่มทำให้การแลกเปลี่ยนติดขัด ปัญหาเหล่านี้เลยทำให้ Cryptocurrency ที่ใช้ Blockchain เข้ามาจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

Blockchain คืออะไร (แบบสรุป)

Blockchain เป็นการบันทึกการแลกเปลี่ยนเงินจากผู้ใชรายหนึ่งไปยังผู้ใช้อีกรายหนึ่ง ซึ่งการบันทึกนี้จะกระจายไปยังเน็ตเวิร์คต่างๆหลากหลายที่ภายใน Blockchain ทำให้เรื่องความปลอดภัยนั้นมีมากขึ้นจากการโกง การแฮค (หากเทียบกับสถาบันการเงิน การบันทึกจะส่งไปที่เดียวซึ่งเป็นเป้าหมายได้ง่าย) และคนที่จะมายืนยันการแลกเปลี่ยนนั้นก็สามารถได้ค่าเงินคริปโตเป็นค่าตอบแทน จนมีการสร้างเหมืองขุดคริปโตขึ้นมาเพื่อหารายได้ และมีนักลงทุนและสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลกต่างให้ความสนใจและลงทุนใน Cryptocurrency ด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่า Blockchain Technology นั้นได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการด้านการลงทุน และการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่สามารถสะเทือนได้ในทุกธุรกิจ จากการซื้อสินค้าบริการดิจิตัลจนพัฒนาเติบโตได้รับการยอมรับสู่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ และจนมาถึงการท่องเที่ยวที่ ททท. ได้วางแผนพลักดัน Cryptourism สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ถือครองสกุลเงินดิจิตัลต่างๆ ให้เข้ามาใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวในไทย

ความท้าทายของ Cryptourism

ความท้าทายแรกนั้นต้องเข้าใจนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่ครอบครองสกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) ก่อนว่าคนที่ถือครองสกุลเงินดิจิตัลต่างๆนั้นมีอายุ เพศ อาชีพ ภูมิลำเนา และที่สำคัญคือพฤติกรรมการท่องเที่ยวอย่างไร เป็นเหมือนการเข้าใจกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อให้ธุรกิจในการท่องเที่ยวได้รองรับความต้องการพื้นฐานของกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับการ Workcation ที่นักท่องเที่ยวมักจะใช้เวลาท่องเที่ยวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปตามเทศกาล หรือแม้กระทั่งการรองรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกด้านอื่นเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคนกลุ่มที่ใช้สกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency)

ความท้าทายทางด้านฝั่งธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นอย่างที่กล่าวไปในตอนต้นคือการรับมือกับการจ่ายเงินผ่านสกุลเงินดิจิตัล และการพัฒนาบริการและโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าประเภทนี้มากขึ้น หากเป็นกลุ่มที่เน้นเพื่อ Workcation และพักระยะ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาจจะต้องมีพื้นที่สำหรับการทำงานหรือเน้นห้องพักที่มีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบเพื่อรับรองการทำงานและได้ความรู้สึกพักผ่อนในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าต้องใช้ทรัพยากรในการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่เป็นเครือขนาดใหญ่ จนถึงโรงแรมที่มีขนาดเล็กหรือแม้กระทั่งระดับโฮเทสที่ต้องสามารถรองรับสกุลเงินที่มีความเสี่ยงสูงได้ ทางด้านการเงินอาจจะต้องมีความเข้าใจในความเสี่ยงของการรับสกุลเงินดิจิตัลประเภทต่างๆ เพราะยังเป็นสกุลเงินที่มีความเสี่ยงสูง

หากนโยบายทางภาครัฐและเอกชนที่จัดการด้านสกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) มีการประกันระดับความเสี่ยงของสกุลเงินต่างๆเพื่อแบ่งรับความเสี่ยงของเจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานบรรเทิงต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นมั่นใจว่าการเมื่อเข้าร่วมโครงการ Cryptourism แล้วจะสามารถสร้างกำไรได้มากขึ้นโดยที่พยายามลดความเสี่ยงในความผันผวนของสกุลเงินเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด

การวางรากฐานความเข้าใจด้านเทคโนโลยี Cryptocurrency

การทำความเข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของ Blockchain นั้นสามารถทำให้ผู้ประกอบการหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นเข้าใจการทำงานของเงินคริปโตที่มีมากมายหลายสกุล (Cryptocurrency) แม้ว่าการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตัลที่มีพื้นฐานจะมีความปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนแต่ความเข้าใจทางด้าน Cyber Security and Information Security Management ก็ยังถือเป็นจุดสำคัญเมื่อธุรกิจมีการทำการธุรกรรมทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการต่างๆ อาจจะสรุปได้ว่าการรองรับการจ่ายเงินสกุลดิจิตัลเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะใหม่พอสำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งรายใหญ่จนถึงรายเล็ก ความเข้าใจในด้าน Digital Transformation ทั้งองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆในธุรกิจไม่เพียงแค่เฉพาะ Cryptourism ที่จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่เข้ามาได้ แต่การทำงานที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาเสริมทั้งการบริหารภายใน และการนำเสนอสินค้าและบริการรูปแบบใหม่จะถือเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น

ซึ่งสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศที่นิด้า (CSIS NIDA) นั้นได้ออกแบบหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจถึงการวางระบบ Blockchain รวมไปถึงการวางแผนด้าน Cyber Security ที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาระบบของธุรกิจได้ไม่ว่าจะอยู่ในการท่องเที่ยว ธุรกิจการเงิน หรือธุรกิจประเภทอื่นๆ ที่ส่วนหนึ่งต้องเพิ่งพาการทำธุรกิจผ่านโลกดิจิตัล ซึ่งการวางแผนระบบการเก็บข้อมูล การคำนวณข้อมูลต่างๆให้มีความถูกต้องและโปร่งใส เพื่อปกกันอาชญกรรม หรือการยักยอกทรัพยากรของธุรกิจจากบุคลากรภายในเองก็ตาม 

หากผู้ใดสนใจศึกษาเทคโนโลยีที่เกียวข้องกับ Cryptocurrency เพื่อสามารถเข้าใจและสร้างระบบที่รองรับหรือสร้างสกุลเงินขึ้นมาเองก็สามารถใช้ความรู้ไปต่อยอดได้เช่นกัน ดูรายละเอียดหลักสูตรสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ CSIS ทั้งสาขา Computer Science และ Information Systems Management เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์คณะสถิติประยุกต์ อีกทั้งยังสามารถติดตามข้อมูลการรับสมัครหรือข้อมูลความรู้ต่างๆเกี่ยวกับข่าวสารการรับสมัครของสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารทนเทศได้ที่ Facebook Information Systems Management at Nida และบทความใหม่ทุกสัปดาห์ที่แฟนเพจของคณะสติถิประยุกต์ Facebook GSAS NIDA

Credit Photo by : https://unsplash.com/

 

 เขียนโดย:

นายคเณศ ประกอบแก้ว
นักศึกษาปริญญาโท ภาคพิเศษ หลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
สาขาวิทยาการข้อมูล (Data Science : DS)

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
คำที่เกี่ยวข้อง