งานวิจัยดีเด่นด้านภาพสามมิติ อีกหนึ่งก้าวของโลกเสมือนที่ใกล้เคียงโลกความเป็นจริง

งานวิจัยดีเด่นด้านภาพสามมิติ อีกหนึ่งก้าวของโลกเสมือนที่ใกล้เคียงโลกความเป็นจริง

ภาพสามมิติเป็นอีกหนึ่งที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถจำลองวัตถุจากโลกความเป็นจริง เข้าสู่โลกของข้อมูลที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อื่น โดยข้อมูลเหล่านั้นจะแสดงภาพเป็นสามมิติผ่านหน้าจออุปกรณ์ประเภทต่างๆ ซึ่งความสมบูรณ์แบบของภาพสามมิตินั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้ในหลายแง่มุม อย่างอุตสาหกรรมบันเทิงในการสร้างภาพยนตร์หรือแอนิเมชันให้มีความสมจริงในทุกมิติ ก็สามารถทำให้ประสบการณ์การรับชมไร้ที่ติให้บรรยากาศที่ไม่สะดุดกับประสาทการมองเห็นของผู้ชม

อุตสาหกรรมบันเทิงในรูปแบบของวีดีโอเกมนั้นก็ถือว่าเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงเป็นอย่างมาก การพัฒนาเกมให้สมจริงในด้านต่างไม่ว่าจะเป็นตัวละคร วัตถุ และสิ่งแวดล้อมที่มีรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบต่างเป็นจุดแข่งขันที่ผู้พัฒนาหลายรายให้ความสำคัญเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การเล่นเกมส์ให้มีชีวิตชีวา ถ่ายทอดอารมณ์ของเกมส์ได้เหมือนผู้เล่นหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบที่เปรียบดั่งโลกแห่งจิตนาการที่คู่ขนานกับโลกแห่งความเป็นจริง

และถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องมีการฝึกผู้เชี่ยวชาญที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง ที่สามารถสร้างความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินได้นั้น การสร้างภาพจำลอง 3 มิติที่มีรายละเอียดเสมือนจริงนั้นจะสามารถทำให้การเรียนรู้และการฝึกสอนนั้นสะดวกและง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากข้อผิดพลาดระหว่างการฝึกฝน ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างการจำลองทางการแพทย์ในการฝึกฝนผ่าตัดผู้ป่วยที่เป็นเคสหายาก หรือเคสที่มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตของผู้ป่วย การฝึกฝนด้วยแบบจำลอง 3 มิติที่รายละเอียดสมจริง ก็สามารถช่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ถึงรายละเอียดต่างๆโดยไม่ต้องนำชีวิตของคนไข้มาเพื่อฝึกความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด

วิจัยสาขา CSIS ที่ช่วยเก็บทุกรายละเอียดวัตถุให้เสมือนจริงยิ่งขึ้น

นับว่าเป็นการต่อยอดความรู้และเทคนิคด้านการสร้างภาพจำลอง 3 มิติเพื่อนำมาออกแบบและพัฒนา 3D Scanner ด้วยอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ในท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงอย่างกล้องดีเอสแอลอาร์ แผนภูมิทดสอบสี 24 สี หลอดไฟแอลอีดีแสงโทนสีขาว เป็นต้น เมื่อเทียบกับอุปกรณ์เทคโนโลยีด้านการสแกนภาพจำลอง 3 มิติแล้วนับว่าเป็นการทดลองที่ใช้ทรัพยากรในการลงทุนต่ำ แต่ด้วยการวิจัยศึกษาเพื่อออกแบบระบบ 3D Scanner และพัฒนาด้วยองค์ความรู้ที่เก็บเกี่ยวจากการเรียนในหลักสูตร ประกอบกับการต่อยอดความรู้จากงานวิจัยทั่วโลกที่ผ่านมา ทำให้การสแกนเพื่อสร้างแบบจำสอง 3 มิตินั้นเก็บรายละเอียดในระดับพื้นผิวได้ประสิทธิภาพและคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

               “เป็นอีกขั้นของการศึกษาที่แสดงให้ถึงความก้าวหน้าในการสร้างกราฟิกส์ 3 มิติให้สมบูรณ์แบบ”

คุณเฉลิมยศ เที่ยงจรรยา สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ (CSIS) คณะสถิติประยุกต์ เจ้าของผลงานวิจัยดีเด่นที่ผลักดันองค์ความรู้ด้าน 3D Scanner ให้เดินหน้าเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในอุตสาหกรรมทั้งหลายที่กล่าวมา อีกทั้งเป็นเสมือนการสร้างโอกาสทางธุรกิจในการสรรสร้างสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรม เพื่อสร้างประสบการณ์อีกระดับของวงการภาพ 3 มิติที่เสมือนจริง โดยมีที่ปรึกษา คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธนาสัย สุคนธ์พันธุ์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ (CSIS)  ที่คอยแนะนำแนวทางในการออกแบบและการพัฒนาจนออกมาเป็นผลงานวิจัยที่เรียกได้ว่ามีผลลัพธ์ในการทดลองที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการเก็บรายละเอียดและการคำนวณ

[Technical Alert] หลักการทำงานที่สามารถช่วยให้การสแกนวัตถุเข้าถึงรายละเอียดมากขึ้น (ในกรณีวิจัยนี้มุ่งไปที่การจัดเก็บข้อมูลพื้นผิวแบบระนายและไม่ระนาบ) ออกแบบเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่

  1. Photogrammetry หรือ วิธีการรังวัดด้วยภาพโดยถ่ายภาพหลายมุมหลายองศาทั้งแนวทแยง แนวตั้งฉาก แนวระนาบของวัตถุแบบ 360 องศา เพื่อนําข้อมูลค่าความเข้มสีในหน่วยพิกเซลของแต่ละภาพที่มีพื้นที่ซ้อนทับกัน (Overlap) ไปคํานวณเพื่อหาตําแหน่งและทิศทางการหมุนของกล้องและหาระยะความลึกของแต่ละจุดพิกเซลบนภาพที่อยู่บนพิกัดในตําแหน่งเดียวกันตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไปเพื่อสร้างกลุ่มเมฆจุด (Point cloud) ก่อนทำการสร้างเส้นเชื่อมระหว่างจุดจนก่อกำเนิดเป็นแบบจำลอง 3 มิติ (3D model) รวมถึงนําค่าความเข้มสีในแต่ละจุดไปทำการสร้างภาพสีพื้นผิวของวัตถุ (Texture map)
  2. UV Remapping เป็นการนำแบบจําลอง 3 มิติจากขั้นตอนที่ 1 ที่มีการใส่ภาพแผนที่สีพื้นผิวของวัตถุมาทําการกางยูวีใหม่ด้วยวิธีการฉายแบบระนาบ (Planar Projection) เพื่อให้ทราบพิกัดของตําแหน่งรูปร่างและรายละเอียดบนพื้นผิวของวัตถุเพื่อเตรียมนําภาพแผนที่แนวฉาก (Normal map) และภาพแผนที่ความสูง (Height map) ที่สร้างจากขั้นตอนที่ 3 โฟโตเมตริกสเตอริโอ มากําหนดพิกัดของตําแหน่งรูปร่างและรายละเอียดบนพื้นผิวใหม่ให้ตรงกันเพื่อใช้สําหรับการสร้างรายละเอียดบนพื้นผิวของแบบจำลอง 3 มิติ
  3. Photometric Stereo เป็นวิธีคํานวณหาค่าความลึกและทิศทางการหันหน้าของพื้นผิวจากภาพวัตถุที่ถ่ายภาพวัตถุจากมุมมองด้านบนเหมือนกันโดยแต่ละภาพจะอยู่ภายใต้การส่องสว่างจาก 8 หลอดไฟแอลอีดีสีขาวในทิศทางที่แตกต่างกันเพื่อนําข้อมูลการเปลี่ยนแปลงความเข้มสีภายในภาพวัตถุจาก 8 ทิศทางนําไปประมวลผลเพื่อสร้างภาพ Normal map และ Height map ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลพื้นผิวสามมิติรายละเอียดสูงรวมถึงสร้างภาพแผนที่สีพื้น (Base color map) ของวัตถุเพื่อนําไปใช้ในการจัดเรียงภาพให้พิกัดของตําแหน่งรูปร่างและรายละเอียดบนพื้นผิวของวัตถุบนภาพ Base color map ตรงกับภาพ Texture map ที่สร้างจากขั้นตอนที่ 1
  4. Image Alignment ในขั้นตอนที่ 4 นั้นจะเป็นการนำภาพ Texture map ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 และ 2 กับภาพ Base color map ที่ได้จากขั้นตอนที่ 3 มาคำนวณจุดที่เหมือนกันระหว่างสองภาพเพื่อคำนวนหาค่าโฮโมกราฟีเมทริกซ์ (Homography Matrix) เพื่อทำการแปลงระนาบแบบ Perspective ของภาพ Normal map และ Height map ให้ทั้ง 2 ภาพมีตําแหน่งและรายละเอียดบนพื้นผิวตรงกับภาพ Texture map ที่มีการจัดเรียงยูวีแบบระนาบที่สร้างจากขั้นตอนที่ 2
  5. Texture Mapping และในขั้นตอนสุดท้ายก็จะมีการนำภาพ Texture map จากขั้นตอนที่ 1 มารวมกับภาพNormal map และ Height map ที่ได้จากขั้นตอนที่ 4 มาใส่บนพื้นผิวของแบบจำลอง 3 มิติ สุดท้ายทำการเรนเดอร์ภาพแบบจำลอง 3 มิติเพื่อให้ภาพแบบจำลอง 3 มิติที่ปรากฏออกมามีมิติ รายละเอียดบนพื้นผิว และเฉดสีที่ใกล้เคียงกับวัตถุจริงมากที่สุด

ผลลัพธ์ของแบบจำลองภาพ 3 มิติจากการออกแบบและพัฒนา 3D Scanner ในผลงานวิจัยนี้ เมื่อนำไปเทียบกับแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างด้วย Agisoft ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในการสร้างภาพ 3 มิติจากการสแกนวัตถุเดียวกัน 3 วัตถุ (พระพิฆเนศ พระพุทธ และช้าง) ภาพประกอบด้านล่างจะทำให้เห็นความแตกต่างด้วยตาของคุณเอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นใช่ไหมครับ

 

จากภาพจะแสดงให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่ารายละเอียดของพื้นผิวนั้นแตกต่างกันมาก ภาพ 3 มิติที่โปรแกรม Agisoft (สร้างภาพโดยหลักการ Photogrammetry) แสดงผลออกมานั้นมีการลดทอนรายละเอียดของวัตถุไปอย่างมากเมื่อนำภาพมาเทียบกับการออกแบบและพัฒนาในงานวิจัยชิ้นนี้ และเมื่อมีการนำแบบจำลองสีขาวมาใส่ภาพสีพื้นผิว (Texture map) และนำมาเทียบกับวัตถุจริงจะเห็นได้ชัดว่าภาพ 3 มิติจากผลงานวิจัยของนักวิจัยสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ (CSIS) คณะสถิติประยุกต์นั้นมีความใกล้เคียงกับวัตถุจริงเป็นอย่างมาก จนครั้งแรกผมผู้เขียนบทความเองก็ถึงสะดุ้งกับผลลัพธ์ที่ออกมา ถ้าไม่เขียนกำกับไว้ว่าภาพไหนคือภาพของจริง ภาพไหนคือภาพจำลอง 3 มิติ ผมไม่สามารถแยกออกเลยได้เลยเช่นกัน แล้วคุณล่ะครับจะแยกออกไหมอะไรคือความจริงและอะไรคือภาพเสมือนจริง

การต่อยอดงานวิจัยสู่อนาคตใหม่ของเทคโนโลยีภาพ 3 มิติ

จากการเริ่มต้นด้วยการองค์ความรู้ที่ได้ออกแบบและพัฒนาผ่านกระบวนการทดสอบเรียนรู้ในงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่สำคัญในการต่อยอดสร้างผลงานนวัตกรรมทางด้านแบบจำลองถาพ 3 มิติ ซึ่งสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับทุกอุตสาหกรรมเปรียบดั่งการจุดประกายไอเดียเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะหัวใจหลักของการจำลองแบบภาพ 3 มิติคือสื่อกลางในการส่งต่อความรู้ ส่งต่อประสบการณ์ ดั่งเช่นสื่อกลางตัวสื่อสารประเภทอื่นๆ อนาคตที่จะสามารถนำงานวิจัยนี้ไปต่อยอดได้มี 3 ด้านได้แก่

1.การสแกนพื้นผิวจากวัสดุจริงไปใส่บนแบบจำลอง 3 มิติ การสร้างแบบจำลอง 3 มิติที่มีความสมจริง องค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้พื้นผิวของวัตถุมีความสมจริง คือ ขั้นตอนการใส่ภาพบนแบบจำลอง 3 มิติ ตัวอย่างของภาพด้านล่าง คือ ตัวละครหลักของภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ (Science Fiction; Scifi) ที่อำนวยการสร้างโดยคุณเฉลิมยศ มีการสแกนพื้นผิวจากวัสดุจริง เช่น เนื้อผ้าสังเคราะห์สีเหลือง เพื่อสร้างภาพ Albedo map เป็นภาพสีแท้ของพื้นผิววัสดุที่มีการแยกองค์ประกอบของแสงออก สร้าง Normal map และ Height map ตามลำดับ เพื่อสร้างลวดลายบนเนื้อผ้าให้มีความสมจริง โดยสามารถปรับสีของเนื้อผ้าเป็นสีอื่น เช่น สีฟ้้า เป็นวิธีที่ช่วยลดขั้นตอนการออกแบบลวดลายเนื้อผ้าหรือพื้นผิววัสดุอื่นด้วยตัวเอง

Figure 1 ที่มา : เว็บไซต์ www.chalermyos.com

2. การสแกนพื้นผิวจริงเพื่อนำ Height Map ไปปรับระดับความนูนสูงนูนต่ำบนพื้นผิว 3D Model ด้วยเทคนิค Displacement เราสามารถนำภาพ Height map ที่เป็นภาพสีขาวดำจากการสแกนวัสดุประเภทหนัง (Leather) ดังแสดงในภาพด้านล่าง นำมาใช้หลักการการทำแผนที่การแทนที่ (Displacement Mapping) เพื่อปรับระดับความสูงของพื้นผิวของแบบจําลอง 3 มิติ โดยบริเวณจุดใดๆ บนพื้นผิวที่ภาพ Height map มีสีดําจะไม่มีการปรับระดับความสูง บริเวณจุดใดๆ ที่ภาพ Height map มีสีขาวจะมีการปรับระดับความสูงไปยังระดับที่สูงที่สุด และบริเวณจุดใดๆ ที่ภาพ Height map มีสีเทาที่อยู่ระหว่างสีดํากับสีขาวจะถูกปรับระดับความสูงตามการประมาณค่าในช่วงเชิงเส้น (Linear Interpolation) ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างพื้นผิวเสื้อเกราะหนังของนินจาได้อย่างรวดเร็ว และให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถย่อและขยาย (Scale) ลวดลาย หรือ ปรับระดับความนูนสูงนูนต่ำได้ตามต้องการ จากภาพตัวอย่างจะเห็นได้ชัดเจนเหมือนหนังของจริงเลยทีเดียว

3. การนำ Height Map มาทำหน้าที่ Mask Image ในงานทางด้าน Compositing ภาพ Height map เป็นภาพสีขาวดำ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์เกี่ยวกับงานทางด้านการประมวลภาพดิจิทัล (Image Processing) เช่น การทำ Mask Image ร่วมกับภาพอื่น โดยภาพที่ทำหน้าที่เป็น Mask จะทำการตัดพิกเซลของภาพอื่นในบริเวณที่เป็นสีดำออกให้พื้นที่ดังกล่าวมีความโปร่งใส (Opacity) โดยภาพอื่นที่ถูก Mask จะเหลือเฉพาะบริเวณที่ภาพ Mask มีสีขาว ภาพด้านล่างเป็นตัวอย่างขั้นตอนการเรนเดอร์แบบจำลอง 3 มิติ แยก Pass ของ Texture กับ Height จากนั้นทำการนำภาพแบบจำลองที่ใส่ภาพ Height map มาทำการ Invert ค่าสีขาวดำใหม่ เพื่อให้บริเวณที่เป็นร่องมีสีขาวพร้อมกับปรับ Level ให้สีดำมีความเข้มมากขึ้น เพื่อนำไปทำการ Mask Image ร่วมกับภาพแบบจำลองที่ใส่ Texture map ให้เหลือภาพ Mask เฉพาะบริเวณที่เป็นร่องลึกสำหรับนำไปสร้างวิชวลเอฟเฟกต์ (Visual Effect ; VFX) บริเวณที่เป็นร่องลึกหรือบริเวณที่มีความนูนต่ำให้เสมือนว่ามีลำแสงปล่อยออกมาจากร่องบนพื้นผิวของรูปปั้นพระพิฆเนศ ก่อนนำภาพที่ใส่เอฟเฟกต์แสงไปวางบนภาพแบบจำลองที่ใส่ Texture map ในขั้นตอนการซ้อนภาพ เรียกว่า Compositing เป็นการเสริมจินตการให้วัตถุจริงตามที่สุดแล้วแต่จะวาดฝันไว้ได้

อนาคตของภาพ 3 มิติคือการเลียนแบบโลกแห่งความเป็นจริง

เมื่อจินตนาการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว การสร้างสรรค์ที่เกินกว่าจินตนาการจึงเป็นความพยายามของมนุษย์มาตลอด การถ่ายทอดจินตนาการเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้รับรู้นั้น มนุษย์เรามีความพยายามต่างใช้นานาเครื่องมือเพื่อเป็นตัวกลางในการสื่อสารจินตนาการ ความฝัน ความคิด ความรู้ หรือแม้ประสบการณ์ส่วนตัว การจำลองแบบภาพ 3 มิติก็เป็นอีกหนึ่งสื่อกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่มนุษย์อีกคนได้เห็นได้รับรู้เพื่อบันทึกไว้เป็นความทรงจำและถ่ายทอดเป็นเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น เปรียบดั่งประติมากร จิตรกร วรรณกร ที่พยายามถ่ายทอดสิ่งที่พบเจอในชีวิต ในการผจญภัย ในความประทับใจผ่านผลงานของตนเอง เพื่อให้ผู้รับสารได้เห็นถึงประสบการณ์ผ่านผลงานเหล่านั้น

ในปัจจุบันนั้นการสร้างแบบจำลองเสมือนจริงเป็นภาพ 3 มิตินั้นถือเป็นความท้าทายทั้งในการสร้างและในการคำนวณรวมถึงในการถ่ายทอดภาพ 3 มิติต่างๆ ผ่านหน้าจอแสดงผลของอุปกรณ์ชนิดต่างๆไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ หรือที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากคือ VR Headset ที่จะสามารถนำผู้คนเข้าสู่โลก Visual Reality หรือสภาวะเสมือนจริงที่จำลองโดยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ ยิ่งโลกมันเสมือนจริงมากขึ้นเพียงใด ผู้ใช้ก็จะได้รับประสบการณ์ที่สมจริงมากขึ้นทั้งนั้น

การนำความรู้ทางด้านการสร้างภาพ 3 มิติบวกกับหลักการในการจัดการข้อมูลสารสนเทศและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ มาพัฒนาให้ได้งานวิจัยที่สามารถสร้างภาพ 3 มิติมีความนูนสูงหรือนูนต่ำ รอยขรุขระ ร่องลึก ลวดลายต่างๆ และสีพื้นผิวใกล้เคียงกับวัตถุจริงจนเทียบจะแยกไม่ออก นับเป็นความก้าวหน้าอันน่าทึ่ง ทำให้เห็นถึงโลกอนาคตที่ประสบการณ์การรับรู้สื่อ 3 มิติจากอุปกรณ์ต่างๆมีความน่าสนใจมากขึ้น และจินตนาการที่มนุษย์ได้วาดฝันไว้ก็เข้าใกล้ความจริงอีกหนึ่งก้าว ได้เข้าสู่โลกที่อยู่อีกมุมหนึ่งของเรา หรือเข้าสู่โลกจินตนาการเหนือธรรมชาติอย่างสมจริงเพียงแค่คุณมองมันและอาจจะสัมผัสมันได้ผ่านบ้านของคุณเอง

จากผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลงานที่นำไปประยุกต์ใช้และสร้างประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆได้อย่างมีมูลค่า ถือว่าเป็นตัวอย่างของจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยทางด้านวิชาการสู่การพัฒนาเป็นสินค้าและบริการในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ถ้าใครสนใจงานด้านการจำลองภาพ 3 มิติมากขึ้นสามารถไปดูต่อได้ที่เว็บไซต์ของคุณเฉลิมยศ www.chalermyos.com เป็นเว็บไซต์ที่สมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองภาพ 3 มิติ ถ้าได้ลองเข้าไปดูรับรองคุณจะตะลึงกับผลงานด้านภาพ 3 มิติฝีีมือคนไทย

การสร้างภาพ 3 มิติคือการทำความเข้าใจวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ

ในการสร้างภาพในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆนั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาด้านนี้คือความเข้าใจในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นทางด้านฮาร์ดแวร์หรือซอร์ฟแวร์ เบื้องหลังการคำนวณต่างๆที่คอมพิวเตอร์ต้องคำนวณเพื่อการรับรู้ข้อมูลที่ได้รับเข้ามาและแปลงเป็นข้อมูลที่สามารถแสดงผลบนหน้าจอของอุปกรณ์ต่างๆได้ ในหลักสูตร CSIS หรือหลักสูตรสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ  คณะสถิติประยุกต์ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (CSIS NIDA) เป็นหลักสูตรที่มีทางให้เลือก 2 เอกคือ Computer Science (CS) และ Information Systems Management (ISM)

ทั้งสองสาขานั้นก็จะมุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาที่แตกต่างกันเล็กน้อย ทางเอก Computer Science (CS) ก็จะเน้นไปทางด้านความรู้ความเข้าใจและสามารถพัฒนา Deep Technology and Intelligent System ที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจที่แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม  ด้วยความเข้าใจในขั้นสูงด้าน Augmented Reality and Virtual Reality, Artificial Intelligence, และ Internet of Things ก็สามารถนำมาออกแบบและสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการต่อยอดจากความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

หากจะมุ่งเน้นในการบริหารการจัดการให้ตอบโจทย์ในธุรกิจนั้นเอก Information Systems Management (ISM)
ที่คณะสถิติประยุกต์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ (CSIS NIDA) ได้มีการออกแบบวิชาด้านการจัดการบริหารสารสนเทศ ตั้งแต่การวางขั้นตอนต่างๆของระบบสารสนเทศให้เหมาะสมกับขั้นตอนของธุรกิจ การสร้างระบบความปลอดภัยไซเบอร์ การเปลี่ยนถ่ายองค์กรในการทำงานแบบดั่งเดิมสู่การทำงานที่ใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในการทำงาน (Digital Transformation) จนไปถึงการตรวจสอบระบบสารสนเทศให้มีความถูกต้องแม่นยำ (Information Systems Auditing)  โดยรายละเอียดหลักสูตรในสาขานี้ทั้งสองเอกนี้ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์คณะสถิติประยุกต์ หรือติดตามข้อมูลการรับสมัครหรือข้อมูลความรู้ต่างๆได้ที่ Facebook Information Systems Management at Nida และแฟนเพจของคณะสติถิประยุกต์ Facebook GSAS NIDA

 

 

เขียนโดย:

นายคเณศ ประกอบแก้ว
นักศึกษาปริญญาโท ภาคพิเศษ หลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
สาขาวิทยาการข้อมูล (Data Science : DS)

เปิดรับสมัครปริญญาโท ภาคพิเศษ

บัดนี้ - 25 กันยายน 2564
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
คำที่เกี่ยวข้อง