คนไปอยู่ไหนในยุคสมองกลอัจฉริยะ (AI vs. Human)

คนไปอยู่ไหนในยุคสมองกลอัจฉริยะ (AI vs. Human)

อะไรๆก็ สมองกลอัจฉริยะ อะไรๆ ก็ ปัญญาประดิษฐ์ อะไรๆ ก็ AI (Artificial Intelligence) คำพูดนี้เกิดขึ้นในบทสนทนา ระหว่างเพื่อนร่วมงานที่ คณะสถิติประยุกต์ นิด้า ยังมีอีกคำหนึ่งที่ตามต่อมาในบทสนทนา คือ  Machine Learning หรือ ML แล้วอีกไกลขนาดไหน ที่ เราจะได้พบกับ AI ตัวเป็นๆ คำตอบง่ายๆ คือ คุณใช้ชีวิต คลุกคลี อยู่กับ ปัญญาประดิษฐ์ โดยที่คุณไม่รู้ตัว จนแทบจะมีความสามารถเกินมนุษย์ อย่างพวกคุณด้วยซ้ำ คำถามต่อไปคือ แล้วเมื่อ AI มาแล้ว มนุษย์อย่างเรา จะไปอยู่ไหน นั่นจุดประกายให้ ผู้เขียน ได้ เข้าไปลองอ่านบทความสั้นๆ ของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งรวบรวมประเด็นของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ไว้อย่างดีทีเดียว

บางครั้งเราก็ได้ยินคำเข้าข้างความสามารถของตัวเองของมนุษย์ เมื่อเทียบกับ ปัญญาประดิษฐ์ AI อยู่บ่อยๆ บ้างก็ว่า AI มีข้อจำกัดด้านการประเมิน ความซับซ้อน อารมณ์ กลโกง การโกหก ความไม่แน่นอนของมนุษย์ แต่ทว่า มนุษย์ที่มีเหตุผล มักใช้อารมณ์ ในการตัดสินใจอยู่บ่อยๆ หรือ โกหกในเรื่องเดิมๆอยู่บ่อยๆ ก็อาจไม่ยากเกินไปสำหรับการเรียนรู้ และเก็บข้อมูลเพื่อมาสร้างผลลัพธ์ใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ เช่นเดียวกับการทดลองที่ Affectiva พวกเขาใช้ AI ในการพิจารณาสถานะทางอารมณ์ ของบุคคลผู้เล่นโป๊กเกอร์ อันดับต้นๆของโลก โดยระบบ ML ศึกษาจากเสียงโทน หรือการแสดงออกทางสีหน้า และพฤติกรรมอื่น ๆ ซึ่งอีกไม่นาน เราคงได้เห็นการเผชิญหน้า กันระหว่าง นักโป๊กเกอร์ กับ AI ได้ในไม่ช้า คุณทายต่อสิว่า ผลจะเป็นอย่างไร

ระหว่างการทายว่าใครจะชนะ ลองมาดูความสามารถของเจ้า ML ในปัจจุบัน ที่มีอยู่ด้วยกัน สองความสามารถหลักคือ 1) ความสามารถด้านการรับรู้ และ การจดจำ (perception and cognition) ตัวอย่าง ที่ชัดที่สุดก็ ลองถาม Siri ใน iPhone หรือ Google Assistant ใน Android Smart Phone ของคุณดู ว่า มื้อเย็นนี้แนะนำอะไรดี ถามสองคนนี้บ่อยๆ รับรองวันนึงคุณก็คงต้องพบกับความประหลาดใจว่า เค้ารู้ใจเรายิ่งกว่าคนรู้ใจเราเสียอีก 2) ความสามารถด้านการพิจารณา และการแก้ไขปัญหา นำโดย พี่ใหญ่อย่าง Google ที่เก็บฐานข้อมูลมหาศาลเอาไว้ใน Data Storage ในห้องขนาดใหญ่ที่ถูกควบคุมการถ่ายเทความร้อนของเครื่อง โดยอาศัย Machine Learning หรือ พี่คนรอง Amazon ที่นำ AI มาช่วยในการแนะนำสินค้าที่ยอดขายไม่ดี มาโผล่ตรงหน้าผู้บริโภค

อย่างนั้นใครมีข้อมูลมากกว่า ก็จะเป็นผู้ครองตลาดโลกแน่นอน คำตอบคือ อาจจะใช่ ทว่าในโลกของการแข่งขันด้าน AI บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ มากกว่าการจดจำ (คำนี้คุ้นๆ เหมือนได้ยินจากวงการการศึกษาไทยมากว่าสามสิบปี) และความสามารถเหล่านี้ถูกนำมาเป็นปัจจัยกำหนดความเป็นผู้นำทางธุรกิจ แม้ว่าจะยากที่จะคาดเดาได้ว่า บริษัท ใดจะมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันนี้ แต่โดยทั่วไปแล้ว บริษัท และผู้บริหารที่มีความคล่องแคล่ว และสามารถปรับตัวได้มากที่สุดจะสร้าง องค์กรที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อโอกาสได้อย่างรวดเร็วจะได้รับประโยชน์จาก เทคโนโลยี อย่าง AI ได้แน่นอน ดังนั้นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ คือการเต็มใจที่จะทดลองและเรียนรู้  เรื่อง AI หรือ ML อย่างรวดเร็ว เร็วขนาดที่ว่า ในช่วงทศวรรษหน้า AI จะไม่เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมของคน แต่ AI จะเข้ามาแทนที่คนได้อย่างแน่นอน

ถ้ายังไม่อยากถูกทดแทนด้วย “ปัญญาประดิษฐ์” ก็จงเรียนรู้ที่จะนำหน้า หรือ เรียนรู้ที่จะควบคุม ปัญญาประดิษฐ์ให้เป็น นั่นเป็นสาเหตุว่า คณะสถิติประยุกต์ นิด้า มุ่งเน้นการนำหลักสูตร ที่ทันสมัย อย่าง Data Science การวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ และการอบรมดีๆอีกมากมายเพื่อเป็นพื้นฐานสู่ อนาคต เพราะ ทุกคนมิอาจไม่รู้ว่า อนาคต ที่ว่าไกล มันใกล้เกินไปที่เราจะไม่ทำอะไรเลยหรือเปล่า

ใส่ความเห็น