ความน่าเบื่อหน่ายของพรรคประชาธิปัตย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
อาจารย์ประจำสาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

การสำรวจของนิด้าโพลพบว่าประชาชนเบื่อหน่ายพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีลีลาทางการเมืองมากเหลือเกินและทะเลาะกันหนักมากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดรูปสูญพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร และแม้กระทั่งฐานที่มั่นเช่นเขต 1 ตรังซึ่งเป็นพื้นที่ของนายชวน หลีกภัยมาโดยตลอด และเป็นเขตเลือกตั้งซึ่งแม่ถ้วน หลีกภัยช่วยนายชวน หลีกภัย หาเสียงมาโดยตลอดเช่นกันก็กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้กับพรรคอนาคตใหม่ พรรคเมื่อวานซืนซึ่งเพิ่งก่อตั้งแต่เอาชนะในพื้นที่ของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยและประธานรัฐสภา 2 สมัยได้

คำถามคือทำไมประชาชนจึงได้รู้สึกเบื่อหน่ายพรรคประชาธิปัตย์มากนัก

ประการแรก การทะเลาะกันเองของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีมาโดยตลอดตั้งแต่โบร่ำโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 10 มกราคมหรือเหตุการณ์อื่นๆก็ตาม เป็นสิ่งที่ประชาชนเบื่อหน่ายมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีความเป็นเอกภาพ และมักจะทะเลาะกันตลอดเวลา เราคงต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคหัวหน้าตั้งและไม่ได้เป็นพรรคที่มีนายทุนหนุนหลัง ดังนั้นการทะเลาะกันหรือการที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่การออกมาด่ากราดกันเองและผู้ใหญ่ในพรรคใช้ให้เด็ก ๆ ออกมาโต้กันและมีเด็ก ๆ จำนวนมากที่ออกมาโต้กับผู้ใหญ่ในพรรคก็ทำให้ชาวบ้านเกิดความระอาเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมนั่งเฉย ๆ อยู่ที่บ้าน สมาชิกในพรรคทั้งรุ่นเก่ากี๊กดึกดำบรรพ์หรือรุ่นใหม่เอี่ยมอ่อง ต่างก็อึดอัดกับการตีกันในพรรค ส่งข้อความหรือโทรมาเล่าให้ฟังทั้งวัน จนผมนี่เหมือนกับนั่งอยู่แถวสามเสนด้วยตัวเอง แล้วก็ได้แต่ถอนใจ รู้มากยิ่งเบื่อหน่ายหนัก ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์สูญพันธ์ในกรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผมบอกตรง ๆ ว่าเห็นใจและเสียดายมากเหลือเกิน ผู้สมัคร ส.ส. ในพรรคประชาธิปัตย์หลายคนผมก็ชื่นชมและชื่นชอบในผลงานและความซื่อสัตย์สุจริต และอยากเลือกมาก ยังรู้สึกผิดที่ไม่ได้เลือก แต่เลือกแบบ strategic vote เพื่อหวังผลทางการเมือง ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรลงโทษผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์คนที่ตัวเองก็ชอบเลย แต่พอหลังเลือกตั้งมาตีกันขนาดนี้ ผมเองก็รู้สึกว่าเอาหละ ก็เป็นเรื่องพอสมควรแล้ว

ประการที่สอง เบื่อความไม่ชัดเจน ลีลาการเมืองมากเหลือเกิน และอ้างแต่อุดมการณ์ เรื่องความไม่ชัดเจนว่าจะเอาไงแน่นี้ และในพรรคที่แตกแยกกันหนัก บ้างก็บอกว่าจะร่วมรัฐบาล มีแม่ยกบางส่วนบอกว่าให้ไปรวมกับภูมิใจไทย เพื่อไทย ตั้งรัฐบาลสามพรรคเลยก็มี บ้างก็บอกให้เป็นฝ่ายค้านอิสระ และระหว่างนั้นก็ปากว่าตาขยิบต่อรองตำแหน่งในการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐตลอด จะเอาตำแหน่งประธานสภา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร กระทรวงพัฒนาสังคม รัฐมนตรีช่วยสามตำแหน่ง ทำตัวเหมือนมีความสำคัญมากที่สุดในแผ่นดิน หากไม่มีพรรคประชาธิปัตย์แล้วประเทศไทยจะล่มสลาย ทำตัวสำคัญมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สำคัญอะไรมากกว่านั้น แต่มีวิธีเรียกราคาให้ตัวเองด้วยลีลาการเมืองขั้นเทพ ผมชาวบ้านธรรมดา ๆ ดูแล้วก็หงุดหงิดหัวใจ เล่นตัว แทงกั๊ก อะไรกันมากขนาดนี้ ตกลงจะทำเพื่อประเทศชาติหรือเพื่อผลประโยชน์ของพรรคตัวเองและพวกพ้องมากที่สุด ที่ในพรรคแตกกันเป็น 4 ก๊กหลัก ๆ ในตอนนี้คนก็เบื่อหน่ายกันเต็มทีแล้ว ยังลีลามาก จะเอาอะไรก็ขอให้ชัด ๆ คนดูจะได้ไม่หงุดหงิดหัวใจ

ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซือแป๋เสาหลักประชาธิปไตย เคยเขียนถึง พรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ในคอลัมน์ สยามรัฐหน้า 5 เมื่อปี 2514 เอาไว้ว่า

“ตัวบุคคลในทีมประชาธิปัตย์ไม่ได้เรื่อง เพราะเป็นคนแก่ศีล แก่ธรรม แก่อุดมคติ แก่อุดมการณ์ จนมีแต่ลมปาก ไม่แน่ใจว่าจะทันต่อสถานการณ์ หรือมีไหวพริบเชิงนักเลงพอที่จะต่อสู้ผู้ทุจริต หรือผู้ที่ประชาชนไม่ไว้ใจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนได้จริงจัง

ดูเรื่องราวและความแตกแยก วุ่นวายในประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นบ่อยๆ แล้ว พอจะสรุปได้ว่า

พรรคประชาธิปัตย์ มีแต่หัวหน้าพรรค แต่ในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีผู้นำ

เพราะพรรคประชาธิปัตย์คลั่งประชาธิปไตยจนขาดระเบียบ ถือเอาแต่เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ 

ไม่มีการวางแนว (Direction) ไม่มีการนำ (Leadership) เพราะฉะนั้นจึงขาดการริเริ่ม (Initiative) 

แล้วก็ยกมือนับเสียงข้างมากกันในพรรค พรรคประชาธิปัตย์ก็เลยเละเทะทุกที

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะมีเทวดากี่องค์”

ผ่านมาแล้วเกือบ 50 ปี พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เคยเป็นอย่างไรก็คงเป็นอย่างนั้น และคำวิจารณ์ของคุณชายคึกฤทธิ์ก็ยังคงทันสมัยอยู่เสมอสำหรับพรรคนี้ 

ประการที่สาม พรรคประชาธิปัตย์เป็นรังต้นกำเนิดหรือโรงเรียนสอนนักการเมืองเลว ๆ แทบทั้งนั้น ไปดูเอาเถิดว่านักการเมืองที่ออกมาตีกัน ออกมาโลดแล่น ที่เหม็นเน่า เป็นศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์มากแค่ไหน ออกไปจากพรรคนี้แทบทั้งนั้น

ประการที่สี่ ดีแต่พูด No action, Talk only ผลงานเป็นรูปธรรมจับต้องได้ยากมาก มีแต่นโยบายสวัสดิการสังคมเป็นหลักที่พอจะจับต้องได้ ตัดสินใจเชื่องช้ามาก และไม่ทันสมัย ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ผลงานไม่มีมากเท่ากับการประดิษฐ์วาทกรรมโต้กันไปมา ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยและอภิปรายเก่งมาก เหมาะกับจะเป็นฝ่ายค้านในสภามากจริง ๆ แต่ผลงานบริหารมีน้อยกว่ามาก และไม่ได้มีนักบริหารมืออาชีพมากนัก เก่งกล้าในหลักการ และพูดเก่ง แต่ผลงานน้อยกว่ามาก พูดอย่างนี้ก็จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอนดังจะกล่าวถึงความน่าเบื่อหน่ายของพรรคประชาธิปัตย์ประการที่ห้า

ประการที่ห้า ติ่งหรือแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปรำคาญมาก เป็นสิ่งที่น่าเบื่อมาก หลายคนปกป้องพรรคประชาธิปัตย์มากเกินไป และไม่เปิดใจรับฟังความเห็นต่างหรือคำวิจารณ์ของคนอื่น ๆ ที่ปรารถนาดีต่อพรรคประชาธิปัตย์เลย มีท่าทีออกมาท้าตีท้าต่อย และหยามเหยียด หรือ เสียดสี หรือด่าคนที่ออกมาวิจารณ์นักการเมืองและพรรคประชาธิปัตย์ บางคนทำตัวราวกับเป็นเมียนายชวน หลีกภัย หรือเมียนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ใครก็แตะไม่ได้ ร้องเพลงผัวข้าใครอย่าแตะหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เที่ยวระรานคนเห็นต่างที่ไม่รักพรรคประชาธิปัตย์ไปเสียทั้งหมด ทำเช่นนี้มีแต่ผลักมิตรเป็นศัตรู เป็นสิ่งที่คนทั่วไปรำคาญความงี่เง่า ไร้สาระ ไร้สติปัญญา และไม่เป็นวิถีทางประชาธิปไตยของติ่งพรรคประชาธิปัตย์เหล่านี้เป็นอันมาก

ประการที่หก พรรคประชาธิปัตย์ขาดความคิดริเริ่ม ไม่ได้เสนอแนวนโยบายอะไรที่ใหม่และแตกต่างจากเดิม ประชาชนเองก็เบื่อคสช ที่ผ่านมาห้าปีแทบไม่มีผลงานปฏิรูปเลยเช่นกัน ประชาชนอย่างเห็นความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ มีนโยบายสาธารณะที่แปลกใหม่ ข้อนี้ทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้ใจประชาชน แนวนโยบายสาธารณะพรรคอนาคตใหม่ แม้จะสุดโต่ง ทำไม่ได้จริงไปเป็นบางอย่าง และหลายอย่างก็ขายฝันมากเกินไป แต่หลายนโยบายก็แปลกใหม่ มีนวภาพ และน่าสนใจมาก และน่าจะได้ผลดีบ้างในบางนโยบาย ประชาชนที่เบื่อความเก่า ไม่มีอะไรใหม่ก็รู้สึกเบื่อพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยเช่นกัน

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เขียนในฐานะคนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะคิดว่าเป็นตัวเลือกที่เลวน้อยที่สุด ไม่ใช่ว่าดี แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้เกิดความเบื่อหน่ายพรรคประชาธิปัตย์มากจึงไม่เลือก และที่เขียนมานี้ก็เพื่อจะเตือนและให้ความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะปรับปรุงให้ดีได้ เป็นการติเพื่อก่อเพื่อไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ ส่วนจะฟังหรือไม่ฟังและจะมีติ่งออกมาปกป้องประหนึ่งเป็นองครักษ์พิทักษ์สามีในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ก็จะไม่สนใจ สุดแต่เวรแต่กรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประชาชนจะตัดสินใจพิพากษาในการเลือกตั้งในอนาคตต่อไป