ประเทศไทยเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนในการสรรหา : สมาชิกวุฒิสภา นักการเมือง บอร์ดตระกูล ส. อธิการบดี และรองอธิการบดี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
อาจารย์ประจำสาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of interest) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในสังคมไทย เพราะสังคมไทยเน้นพวกพ้อง (Crony) มากกว่าระบบคุณธรรม (Merit system) และเกิดขึ้นในทุกวงการ ทำให้ธรรมาภิบาล (Good governance) เสื่อมทรามเป็นอันมาก โดยเฉพาะการวิ่งเต้นเส้นสายเพื่อให้ได้ตำแหน่งในราชการหรือการเมือง จะขึ้นเป็นซี 9 ซี 10 หรือเป็นบอร์ดและกรรมการบอร์ดต่างๆ แม้กระทั่งการเป็นอธิการบดีในมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็นแบบอย่างในสังคมได้ ก็มีแต่การ lobby การวิ่งเต้นเส้นสาย การใช้เงินซื้อตำแหน่ง หรือแม้แต่การเกาหลังพวกกันเองเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้นำไปสู่เงินทองและอำนาจ และท้ายที่สุดนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่น ในสังคมไทยจึงนิยมสร้าง connection หรือเครือข่ายกันมากเหลือเกิน หลักสูตรสำหรับผู้บริหารจำนวนมากจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อนำไปสู่เครือข่ายหรือการใช้พวกพ้องในทางที่ไม่ถูกต้องกันแน่ หลักสูตรสร้าง Connection หรือสร้าง Cronyism? https://mgronline.com/daily/detail/9600000074650 ก็เป็นสิ่งที่สังคมไทยควรจะถามเช่นกัน 

ผลประโยชน์ทับซ้อนหนึ่งที่น่ารังเกียจมากคือผลประโยชน์ทับซ้อนในการได้มาซึ่งตำแหน่ง ล่าสุดการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา 250 ตำแหน่งนั้น มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างยิ่ง การสืบทอดอำนาจจะสง่างามหากเป็นไปโดยมีธรรมาภิบาล แต่เมื่อเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนในการสรรหาตำแหน่งสำคัญใน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการสรรหา สว. ออกมาภายหลังเมื่อมีการสรรหาเสร็จแล้ว โดยให้เหตุผลว่าขี้เกียจและรำคาญการวิ่งเต้นเส้นสาย เลยไม่ต้องการให้รู้ว่ากรรมการสรรหาเป็นใคร (เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้มีการวิ่งเต้นได้ถูกคน) แต่ปรากฎมาอย่างน่าละอายยิ่งว่ากรรมการสรรหาสว. ชุดนี้เลือกญาติ พี่น้อง ของตัวเองมาเป็น สว. กันเต็มไปหมด และกรรมการสรรหา สว. เองก็กลับมาเป็น สว. เสียเองอีกด้วย บ้านเมืองอย่าง สว. แล้ว คสช. ที่แต่งตั้งกรรมการสรรหา สว. ย่อมต้องแปดเปื้อนไปด้วย 

กรรมการสรรหาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา นายวิษณุ เครืองาม. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

กรรมการสรรหาสว. สรรหาพี่น้องตัวเองมาเป็น สว. สามคน

กรรมการสรรหา สว. สรรหาตัวเองมาเป็น สว. ห้าคน คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

.กรรมการสรรหา สว. หนึ่งคนตัดสินใจลาออก (นายพรเพชร พิชิตชลชัย) ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีที่ลาออก เพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และได้รับการสรรหา เป็น สว. และเป็นประธานวุฒิสภาในขณะนี้ 

การสรรหา สว. ในรอบนี้จึงต้องถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างร้ายแรง ไร้ธรรมาภิบาลอย่างน่ารังเกียจ สว. ที่สรรหามาแม้จะเป็นคนเก่งและคนดีหลายท่าน แต่ด้วยวิธีการในการสรรหาที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ สรรหาญาติพี่น้อง ตัวเองมา สรรหาตัวเองมาเป็น สว. เป็นสิ่งที่สังคมไทยและประชาชนควรตื่นรู้และตั้งข้อรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง ความชอบธรรมจะหมดไป และเมื่อขาดความชอบธรรมก็จะอยู่ในอำนาจต่อไปได้อย่างยากลำบากยิ่ง 

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้เขียนด้วยสำเนา satire อย่างน่าสนใจในกรณีนี้ไว้ว่า 

เรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับธรรมาภิบาลของชนเผ่าหนึ่ง
1. หัวหน้าคณะรักษาความสงบของเผ่า (คสผ.) เป็นคนตั้งกรรมการสรรหา สมาชิกสภาเผ่า (สผ)
2. เอาพวกพ้องน้องพี่ คนใกล้ชิดเป็นกรรมการสรรหา สผ.
3. กรรมการสรรหาผลัดกันเสนอชื่อกรรมการด้วยกันเอง และญาติมิตรของกรรมการคนอื่นให้อยู่ในบัญชี ผู้สมควรเป็น สผ.
4 คณะกรรมรักษาความสงบของชนเผ่า เลือกตัวเอง เครือญาติ และพวกพ้องเป็น สผ.
5. สผ. เลือกหัวหน้า คสผ. เป็น นายกแห่งชนเผ่า
จะมีประเทศใดที่ทำเหมือนชนเผ่านี้บ้างหนอ
ฟังคุณวิษณุ เครืองาม ชี้แจงเรื่องการสรรหา สว. แล้วดูแปลก ๆ
คุณวิษณุกล่าวถึง การไม่มีการประกาศคำสั่ง คสช. เรื่องการคัดเลือก ส.ว. ลงในราชกิจจานุเบกษาว่า 
“คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่ง ไม่ใช่กฎหมาย ไม่จำเป็นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะเป็นขั้นตอนภายในไม่เกี่ยวกับประชาชน และเป็นวิธีการคัดเลือก”
ข้อสงสัยของประชาชนอย่างผมคือ คำสั่งที่ประกาศตามอำนาจที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นกฎหมายได้อย่างไร หากใช้คำอ้างข้าง ๆ คู ๆ แบบนี้ คำสั่งอีกหลายฉบับของ คสช. ที่ไม่เกี่ยวกับประชาชน แต่ก็ยังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เห็นจะมีแต่คำสั่งนี้คำสั่งเดียวกระมังที่ไม่ประกาศท่ามกลางคำสั่งนับร้อยฉบับ
ดูเหมือนยิ่งแก้ตัว ก็ยิ่งพันคอตัวเองมากขึ้น มนต์ขลังของพ่อมดแห่งกฎหมายเเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ
สิ่งที่พูดและกระทำ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า บรรดาท่านทั้งหลายที่มีอำนาจกำลังละเลงหลักการบ้านเมืองจนเลอะเทอะ จนแทบไม่มีบรรทัดฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมทางการเมืองใดหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย สิ่งทำลงไป ดูเหมือนเป็นเพียงการใช้อำนาจแบบดิบ ๆ ตามอำเภอใจ เสียมากกว่า
ส.ว. ชุดนี้จึงเป็นชุดที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลของที่มา และก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถานภาพของตำแหน่ง ความน่านับถือในตำแหน่งก็มีอยู่อย่างเจือจางยิ่งนัก และยากที่จะพูดได้อย่างเต็มคำว่า คนเหล่านี้เป็นตัวแทนของประชาชน
หาก ส.ว. ผู้ใดยังมีสำนึกแห่งความถูกต้องและรับผิดชอบต่อหลักนิติธรรมของบ้านเมืองอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าในมโนสำนึกของพวกเขาสามารถทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร
ผู้ใดที่ยังมีความเชื่อ เคารพ และยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องของบ้านเมือง หลักธรรมาภิบาล และต้องการรักษาศักดิ์ที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง ลาออกเสียเถอะครับ
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมไม่คิดว่าจะมีใครลาออก ต่างก็คงหาเหตุผลปลอบใจตัวเองให้อยู่ต่อไป ไม่ว่าผู้คนในสังคมจะคิดและพูดถึงพวกเขาเหล่านั้นในแง่มุมใดก็ตาม

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เขียนว่า

ผมเคยเขียนว่า การที่กรรมการที่มีผลประโยชน์ออกไปจากที่ประชุมนั้น ใช้ได้เฉพาะกรณีกรรมการบริษัทที่มีผลประโยชน์เฉพาะตัว
เนื่องจากกรรมการบริษัทจะมีจำนวนหนึ่งที่เป็นกรรมการอิสระ เมื่อกรรมการที่มีผลประโยชน์เฉพาะตัวออกจากห้องประชุม กรรมการที่มีความเป็นกลาง ก็จะพิจารณาตัดสินกันเอง
แต่กรณีของ คสช. ไม่มีใครเป็นกรรมการอิสระ เพราะทุกคนมากับ คสช. และมีความเชื่อมโยงกับ คสช. มาตั้งแต่ต้นจนจบ
ดังนั้น การที่กรรมการที่ คสช. แต่งตั้งคนหนึ่งออกไปจากห้อง เพราะกรรมการอื่นมีการเสนอชื่อกรรมการที่ออกไปจากห้องให้เป็น สว. นั้น
ไม่ได้ทำให้มีกรรมการที่เหลืออยู่ แปรสภาพไปเป็นกรรมการอิสระ แต่อย่างใด
ไม่ได้ทำให้กระบวนการคัดเลือก สว. กลับเป็นโปร่งใส หรือเป็นธรรม แต่อย่างใด
กระบวนการทำงานอย่างนี้ หนีไม่พ้นข้อวิจารณ์ว่า มีประโยชน์ทับซ้อนที่แก้ไม่ได้

การเริ่มต้นการสืบทอดอำนาจ โดยการสรรหา สว. และ สว. ไปสรรหานายกรัฐมนตรีต่อก็จะเกิดข้อครหาที่ประชาชนรังเกียจได้ สมควรถูกติเตียนเป็นอย่างยิ่ง

ข้ออ้างที่ว่าเพื่อป้องกันการวิ่งเต้น ผมก็คิดว่าฟังไม่ขึ้น เท่าที่ผมรู้จักหลายท่านที่ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งสว. ถึงกับมีหนังสือลับหัวตราครุฑลงเลขหนังสือของ คสช เชิญไปรับตำแหน่งสว. แต่สุดท้ายก็มีหลายท่านที่ไม่ได้รับการสรรหา (แล้วส่งจดหมายมาทาบทามทำไมเล่า) มีการวิ่งเต้นในระหว่างนั้นมากมายหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิกังขาและสงสัยได้ ที่คณะรัฐมนตรีลาออกนาทีสุดท้ายแล้ว short cut มาเป็น สว. เป็นการใช้เส้นสายใหญ่โตหรือไม่ หรือเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่ คนที่ได้รับการทาบทามแล้วหลายคนเมื่อไม่ได้เป็นสว. หลายคนก็ฟูมฟายลั่นสนั่นพระนคร ตีอกชกหัว ด่าคสช. สาดเสียเทเสียก็มี ตั้งตัวเป็นศัตรูกับ คสช. ก็มี บางคนบอกว่านี่หละหรือคือผลตอบแทนของการรับใช้ คสช. มานานแสนนาน ซึ่งผมได้ยิน ได้รับทราบมา ได้เห็นมาก็ได้แต่เวทนาสงสาร สงสารทั้งประเทศไทย สงสารประชาชน สงสารคนที่ได้เป็น สว. สงสารคนที่ไม่ได้เป็นสว. 

ที่สำคัญที่สุดคือ ผมคิดว่ากระบวนการสรรหาที่มีมลทินเช่นนี้ ไม่ควรนำขึ้นไปทูลเกล้าถวายให้ลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าลงมาเลยแม้แต่น้อย ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้รับสนองพระบรมราชโองการต้องเป็นผู้รับผิดชอบ พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านสามสถาบัน และต้องมีคนรับผิดชอบ การที่จะนำสิ่งใดขึ้นไปทูลเกล้าถวายให้ลงพระปรมาภิไธยต้องเป็นไปเพื่อการรักษาพระเกียรติยศ เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ต้องทำโดยวิธีการที่ถูกต้องปราศจากมลทิน คนที่ทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ต้องมีจิตสำนึกสูงสุด ปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด (โปรดอ่านได้จากบทควา มพระราชอำนาจในการตักเตือนยับยั้งการโปรดเกล้าแต่งตั้งบุคคลและการตรากฎหมาย : จิตสำนึกของผู้ถวายทูลเกล้า https://mgronline.com/daily/detail/9610000089656) จงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์และพึงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพเป็นหลักสำคัญที่สุด 

เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนี้เป็นเรื่องที่ผมต่อสู้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนในตระกูล ส (สปสช. สสส. สวรส. สพฉ TPBS และอื่นๆ) ซึ่งเกาหลังเลือกกันเอง นั่งเก้าอี้ไขว้กันเอง ทำให้มีเงินจากหน่วยงานของรัฐไปเจือจาน NGO จำนวนมากมาย มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอย่างไม่อายฟ้าอายดินและแสร้งทำตนเป็นคนดี แต่ที่แท้เป็นนายหน้าค้าความจนหรือความตายหรือไม่ โปรดอ่านได้จาก 

1. องค์การอิสระและองค์การเอกชนในเครือข่ายตระกูล ส : การไขว้ตำแหน่งและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ 
2. ตระกูล ส คือใคร? 
3. ทำไม NGO สายตระกูล ส ถึงต่อต้านการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง? 
4. ฤาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์และผลประโยชน์ทับซ้อนจะลามจาก สสส. มา TPBS สื่อสาธารณะ?
5. นายหน้าค้าความจนและความตาย : ผลักดันกฎหมาย ร่างกฎหมาย ใช้อำนาจรัฐ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อประชาชน?
6. ชมรมแพทย์ชนบทและตระกูล ส. 
7. ฤาสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาตระกูล ส จะล่มสลายเหมือน Al Capone เพราะการหนีภาษี

ผมเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาหลายฉบับ และต้องขอบพระคุณที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ใช้มาตรา 44 ปลดกรรมการบอร์ด สสส. 7 คน ออกจากตำแหน่งเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีเงิน สสส. เข้ามูลนิธิที่ตนเองเป็น NGO กันอยู่เป็นจำนวนมากมหาศาล ใช้มาตรา 44 พักตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. และ

ในวงการการเมืองก็พยายามหลีกเลี่ยงการมีประโยชน์ทับซ้อนเช่นกัน และหลายคนก็พยายามทำให้เหมือนกับว่าตนเองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วก็มีอยู่อย่างโจ่งแจ้ง โปรดดูได้จาก ผลประโยชน์ทับซ้อน กับ Blind trust ที่ไม่มีอยู่จริง? ซึ่งเข้าข่ายยังเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่แต่อาศัยวาทกรรมและความไม่รู้กฎหมายและการเงินของประชาชนได้คะแนนเสียงไป ซึ่งผิดไปจากข้อเท็จจริงเป็นอันมาก 

นักวิชาการบางคนอาศัยตำแหน่งในสถาบันการศึกษาเพื่อเข้าไปมีอำนาจรัฐหรือเป็นฐานเสียงให้ตัวเอง ก็จัดว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหนึ่ง โปรดดูได้จาก ประเทศที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน : รัฐบาล พรรคการเมือง อธิการบดี รองอธิการบดี และ ผอ.สำนักโพลล์ 

และแม้แต่ในมหาวิทยาลัยเอง ซึ่งความจะเป็นแสงสว่างทางปัญญานำการเปลี่ยนแปลง (Wisdom for change) และแสงสว่างใดจะสว่างเท่าปัญญา เป็นไม่มี (นัตถิ ปัญญา สมาอาภา) แต่กลับมืดบอดทางคุณธรรมและธรรมาภิบาล เกินกว่าจะเป็นแสงสว่างทางปัญญาให้กับสังคมได้ เช่น การสรรหาอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน การสรรหากรรมการสรรหารองอธิการบดีมีภรรยาผู้สมัครอธิการบดีเป็นกรรมการสรรหารองอธิการบดี กรรมการสรรหาอธิการบดีมาเป็นรองอธิการบดีให้อธิการบดีที่ตนเองสรรหามา เป็นกรรมการบนเวทีคัดเลือกคำถามในการแสดงวิสัยทัศน์ ถือได้ว่าเป็น ธรรมาภิบาลอันเสื่อมทรามของสถาบันอุดมศึกษาไทย และ เป็น หน้าที่และอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลอันเสื่อมโทรมในสถาบันอุดมศึกษา 

แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น อ้างแต่ว่าทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างที่ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองามพูดตลอด แต่คำถามคือเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หลักจริยธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่ หลักกฎหมายเป็นหลักขั้นต่ำสุด แต่ธรรมาภิบาลต้องสูงกว่ามาก และรัฐบาลหรือราชการ สถาบันอุดมศึกษาซึ่งก่อตั้งตามพระราชดำริ ต้องมีธรรมาภิบาลหรือไม่ หรือแค่ทำตามกฎหมายก็พอ ดีงามพออยู่แล้ว เป็นตัวอย่างให้แผ่นดินได้อยู่แล้ว 

การที่อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ตอบข้อถามของประธานสภาคณาจารย์ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ว่าทำทุกอย่างตามกฎหมาย สิ่งที่เหลือไปแก้ไขในภายภาคหน้า ทุกอย่างได้รับการสรรหาตามกฎหมายได้เข้าสู่ตำแหน่งแล้ว จึงเป็นตัวอย่างที่ คสช. และคณะกรรมการสรรหาสว. สามารถนำมาลอกเลียนแบบในการแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรมได้ และควรแต่งตั้งอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นที่ปรึกษา คสช. ในการแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความชอบธรรม ตามที่สถาบันต้องการเป็น Wisdom for Change ให้กับประเทศและสังคม นี่คือตัวอย่างการนำการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทย 

นี่แหละคือประเทศไทยเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนในการสรรหา ไม่ว่าจะสมาชิกวุฒิสภา นักการเมือง บอร์ดตระกูล ส. อธิการบดี และรองอธิการบดี ไม่มีใครที่เป็นแบบอย่างทางจริยธรรมและธรรมาภิบาลให้กับประเทศไทยได้เลย วังเวงยิ่งนัก