วิสัยทัศน์

คณะสถิติประยุกต์มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถาบัน ดังนี้

  1. เป็นหน่วยงานที่สร้างผู้นำ ซึ่งที่มีความรู้ความสามารถทางสถิติประยุกต์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
  2. เป็นหน่วยงานที่มีธรรมาภิบาล มีสมรรถนะสูง และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของประเทศ

พันธกิจ

คณะสถิติประยุกต์มีพันธกิจหลัก ดังนี้

  1. ผลิตดุษฎีบันฑิตและมหาบัณฑิตทางสถิติประยุกต์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นตัวจักรชิ้นหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ
  2. ให้บริการวิชาการและการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ

นโยบาย

วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานของคณะสถิติประยุกต์

  1. ผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตที่มีคุณภาพและคุณธรรม
  2. ผลิตงานวิจัยทั้งวิจัยพื้นฐานและวิจัยประยุกต์ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
  3. ให้การอบรม และบริการวิชาการแก่สังคมในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ หรือกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญของศาสตร์ด้านนี้
  4. สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2509 ด้วยความช่วยเหลือเบื้องต้นจาก คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมวิเทศสหการ มูลนิธิฟอร์ด และ Midwest University Consortium for International Affairs (MUCIA) โดยโอนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานฝึกอบรมส่วนหนึ่งของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ งานฝึกอบรม และงานสอนส่วนหนึ่งของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาเป็นกิจกรรมหนึ่งของสถาบัน

สพบ.ในอดีต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นพิเศษ เมื่อราว พ.ศ. 2503 ได้ทรงปรารภกับ นายเดวิด รอกกิเฟลเลอร์ ถึงเรื่องที่จะปรับปรุงการสถิติของชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ และในที่สุดได้มีการจัดทำโครงการเสนอรัฐบาล โดยให้ตั้ง Graduate Institute of Development Administration (GIDA) ขึ้นต่อ มา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาจัดตั้งสถาบันสอนวิชาการบริหารเกี่ยว กับการพัฒนาประเทศ โดยได้นำโครงการ GIDA ของด็อกเตอร์ สเตซี เมย์ มาศึกษา และได้เสนอมติของที่ประชุมคณะกรรมการต่อคณะรัฐมนตรีว่าควรจะตั้ง สถาบันพัฒนาการบริหาร (Institute of Development Administration) โดยดำเนินการสอนในขั้นปริญญาโทและเอก การศึกษาฝึกอบรม และการวิจัย ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

คณะสถิติประยุกต์ ได้ เริ่มดำเนินการสอนและฝึกอบรมวิชาการทางด้านสถิติประยุกต์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.2509 โดยรับโอนงานสอน ตลอดจนนักศึกษาของวิทยาลัยการสถิติปฏิบัติ และงานอบรมสถิติศาสตร์ ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มา ดำเนินการ นักศึกษาของวิทยาลัยการสถิติปฏิบัติ ที่ได้รับโอนมานั้น เป็นนักศึกษาระดับต่ำกว่าขั้นปริญญาตรี คือ ใช้หลักสูตร 3 ปี ของวิทยาลัยการสถิติปฏิบัติ ในขณะนั้น คณะได้มองเห็นความจำเป็นของการผลิตนักสถิติที่มีคุณวุฒิ และความสามารถทางวิชาการในระดับ เทียบเท่าปริญญาตรี เพื่อสนองความต้องการ ของหน่วยงานราชการ ตลอดจนหน่วยงานธุรกิจอื่น ๆ จึงได้ดำเนินการ ปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้อยู่เดิม และได้ขยายหลักสูตรเป็น 4 ปี เทียบเท่าปริญญาตรี ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมการ เปิดสอน หลักสูตรปริญญาโท สาขาสถิติประยุกต์ พร้อมกันไปด้วย โดยมีคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย ม.จ.บุญโศลกเกษม เกษมศรี ทรงเป็นประธาน และคณาจารย์นักศึกษารุ่นสุดท้ายศึกษาครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสถาบัน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะพัฒนาบุคลากรขององค์การต่าง ๆ ที่ผ่าน การศึกษาระดับปริญญาตรีมาแล้ว ให้มีความรู้ทางวิชาการสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ การยุติการสอน ในระดับต่ำกว่าปริญญาโท ทำให้คณะสามารถทุ่มเททรัพยากรที่มีให้แก่การเรียนการสอนในระดับปริญญาโทได้ อย่างเต็มที่

ในระยะ 5 ปีแรก ยัง ไม่มีการแยกอีกหลายท่าน เช่น ดร.บุญธรรม สมบูรณ์สงค์ อาจารย์ อุตตรา รัศมีเสน และ อาจารย์ อนุมงคล ศิริเวทิน (ตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นผู้ร่างหลักสูตร ทั้งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ดร.ศรีปริญญา รามโกมุท รักษาการในตำแหน่งคณบดี และสามารถ เปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาโทได้เป็น ครั้งแรก ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2510

ในปี พ.ศ.2512 สถาบันไม่มีนโยบาย ที่จะรับนักศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาโทอีกต่อไป จึงจะยุติการสอนในหลักสูตร 4 ปี (ประกาศนียบัตร เทียบเท่าปริญญาตรี)  ต่อมาได้แยกเป็น 4 สาขา ได้แก่ สาขาสถิติ สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาการวิจัยดำเนินงาน และสาขาประชากรศาสตร์ แล้วขยายเพิ่มอีก 2 สาขา คือ สาขาวิทยาการประกันภัย และสาขาระบบและการจัดการสารสนเทศ อีกทั้งได้พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรต่างๆให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 คณะได้เปิดทำการสอนหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเพิ่มอีก 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรระบบสารสนเทศประยุกต์ M.S.(Applied Information System) และหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ Ph.D.(Computer Science) เพื่อขยายโอกาสให้กับผู้สนใจศึกษาทางด้านเทศโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในระบบงานในองค์การแทบทั้งสิ้น และรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายการพัฒนาประเทศด้วย ในปี พ.ศ. 2546 คณะได้ทำการปรับปรุงหลักสูตรเก่าของคณะทั้งหมด โดยเน้นให้เป็นหลักสูตรที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการบริหารใน สาขาต่างๆ รวมทั้งได้เปลี่ยนชื่อสาขาการวิจัยดำเนินงาน เป็น “สาขาเทคโนโลยีการตัดสินใจและการจัดการ”

 

ปี พ.ศ.

ลำดับความก้าวหน้า
2509 รับโอนงานสอนและนักศึกษาของวิทยาลัยการสถิติปฏิบัติ รวมทั้งการฝึกอบรมสถิติศาสตร์ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาดำเนินการ
2510 เปิดสอนระดับปริญญาโททางสถิติประยุกต์เป็นครั้งแรก
2512 ยุติการรับเข้าเป็นนักศึกษาในหลักสูตรต่ำกว่าปริญญาโท (ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม)
2516 แยกการสอนสาขาวิชาเอกเป็น 4 สาขา ได้แก่ สาขาสถิติ สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาการวิจัยดำเนินงาน และสาขาประชากรศาสตร์
2525 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาเอก สาขาประชากรและการพัฒนา
2533 เริ่มเปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ สาขาคอมพิวเตอร์
2534 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ สาขาสถิติ
2536 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคปกติ สาขาวิทยาการประกันภัย และ สาขาระบบและการจัดการสารสนเทศ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อสาขาเป็น การจัดการระบบสารสนเทศ)
2538 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาเอก สาขาสถิติ
2539 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ สาขาประชากรและการพัฒนา และ สาขาวิทยาการประกันภัย
2541 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ สาขาการจัดการระบบสารสนเทศ
2542 เปลี่ยนชื่อหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอกของคณะ จาก พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตรดุษฎีบัณฑิตเป็น วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ตามลำดับ
2545 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเปิดหลักสูตรปริญญาโท สาขาระบบสารสนเทศประยุกต์
2546 – ปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต ( สถิติประยุกต์ ) วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาการคอมพิวเตอร์) และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาสถิติ และสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
– เปลี่ยนชื่อสาขาการวิจัยดำเนินงาน เป็นสาขาเทคโนโลยีการตัดสินใจและการจัดการ
2547 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโทภาคปกติ และหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาคพิเศษ (เรียนเสาร์-อาทิตย์) ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา
2549 – ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาโททุกหลักสูตรของคณะ และเปลี่ยนชื่อเป็นหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สถิติประยุกต์และเทคโนโลยีสารสนเทศ) ประกอบด้วย 7 สาขาวิชาเอก สาขาวิชาเอกสถิติ สาขาวิชาเอกเทคโนโลยีการตัดสินใจ สาขาวิชาเอกวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง สาขาวิชาเอกการวิจัยเพื่อการบริหารและการจัดการ สาขาวิชาเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเอกการจัดการระบบสารสนเทศ และสาขาวิชาเอกการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเริ่มใช้ทำการสอนในภาค 1/2549

– เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ (เรียนเสาร์-อาทิตย์) สาขาวิชาเอกวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง สาขาวิชาเอกเทคโนโลยีการตัดสินใจและการจัดการ ในภาค 2/2549

2550 เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์ ณ บริษัท รอยเตอร์ ซอฟท์แวร์ (ประเทศไทย) จำกัด อาคารอื้อจือเหลียง ในโครงการความร่วมมือระหว่าง บริษัท รอยเตอร์ ซอฟท์แวร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เริ่มเรียนภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2551
2551 ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาเอก 2 หลักสูตร
– สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (นานาชาติ)
– สาขาสถิติ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
2552 – ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาเอก หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ(เพิ่มสาขาการจัดการระบบ สารสนเทศในระดับปริญญาเอกเข้าไปในหลักสูตรนี้)
– ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาโท จากเดิมหลักสูตรสถิติประยุกต์และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแยกหลักสูตรออกเป็น 5 หลักสูตร (หลักสูตรสถิติประยุกต์ หลักสูตรสถิติ หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ หลักสูตรบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ หลักสูตรวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง) และเพิ่มหลักสูตรใหม่อีก 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะสถิติประยุกต์ได้พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน การฝึกอบรม หลักสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้ตรงตามความต้องการของสังคม และนโยบายการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณภาพในสาขาวิชานั้นๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการบริหารการพัฒนา เพิ่มศักยภาพให้องค์การอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งการวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่หน่วยงานต่างๆ ตลอดจนร่วมมือทางวิชาการกับองค์การทั้งใน และต่างประเทศในการพัฒนาองค์ความ รู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด